 |
 |
| |
| วัสดุที่ใช้ในการติดตั้ง |
| 1. ยาง (Rubber infill) |
ยางเป็นส่วนสำคัญสำหรับงานสนามหญ้าเทียม โดยมีหน้าที่เป็นตัวรับแรงกระแทก ช่วยค้ำไม่ให้หญ้าเทียมแบนราบ และมีผลต่อประสิทธิภาพของสนาม ดังนั้นการเลือกชนิดของยาง ตลอดจนขนาดที่นำมาใช้มีความสำคัญพอ ๆ กับการเลือกชนิดของใบหญ้าเลยทีเดียว ในปัจจุบันมียางชนิดต่าง ๆ ที่ใช้กันแพร่หลาย ดังนี้ |
| |
1.1 SBR Rubber infill |
| |
 |
เป็นยางที่ผลิตมาจากยางรถยนต์เก่า โดยผ่านกระบวนการบด ตัด จะมีรูปร่างไม่แน่นอนและมีกลิ่น แต่มีราคาถูก และหาซื้อได้ง่ายจึงถูกใช้อย่างแพร่หลาย |
|
| 1.2 EPDM (Ethylene Propylene Diene Monomer Rubber) เป็นยางสังเคราะห์ชนิดหนึ่งและผลิตได้ในประเทศไทย |
| |
- เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่มีกลิ่น และฝุ่นน้อยมาก
เมื่อเทียบกับ SBR Rubber Infill
- สามารถนำกลับมาใช้ได้ Recyclable
- ไม่มีสารปนเปื้อนที่เป็นโลหะหนัก
- ทนทานต่อการเสียดสี และแสง UV
- ราคาไม่แพง
|
 |
|
| |
| 1.3 Ecolastic TPV Grass Infill Type-S |
- เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่มีสารพิษเจือปน ไม่มีกลิ่น
- สามารถนำกลับมาใช้ได้ Recyclable Elastomer
- ไม่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ เนื่องจากไม่มีฝุ่น สารปนเปื้อนที่เป็นโลหะหนัก
น้ำมันหอมระเหย และสารที่ผ่านการอบด้วยกำมะถัน เป็นต้น
- มีความปลอดภัย และทนทานต่อการเสียดสีสูง
- ให้ความสวยงามเสมือนหญ้าจริง
- มีความมั่นคง ทนทาน ยืดหยุ่น สามารถรับแรงกระแทกได้ดี และปลอดภัย
- ราคาสูง ซึ่งแพงกว่า SBR Rubber 4-5 เท่า
|
 |
|
การเลือกใช้ Ecolastic TPV สีเขียว ซึ่งมีราคาสูงกว่ายางทั่วไป 4-5 เท่า แต่มีประสิทธิภาพที่ดี ที่สำคัญคือไม่มีกลิ่นเหม็น และไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผู้เล่น |
| |
2. ทราย (Sand infill) |
เป็นองค์ประกอบเล็ก และมีขนาดต่ำกว่า 1 มิลลิเมตร เป็นสิ่งที่ผู้คนไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญ ทั้งที่คุณภาพของทรายที่ใช้มีผลโดยตรงต่อคุณภาพ และความทนทานของสนาม ขนาดของทรายที่ใช้ในสนามฟุตบอลจะเล็กกว่าที่ใช้ในสนามฮอกกี้ และต้องมีความกลม (Roundness) ที่ป้องกันใบหญ้าไม่ให้ฉีกขาด ถ้าหากเลือกใช้ทรายที่มีเหลี่ยมมาก และมีความคมจะทำให้ใบหญ้าฉีกขาดได้ง่าย อายุการใช้งานของสนามจะสั้นลง สำหรับสนามฟุตบอล ทรายมีหน้าที่ช่วยพยุงใบหญ้าและใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐาน (Stabilization Base) ปริมาณที่ใช้ควรเติมให้มีความสูงอยู่ที่ 15-20 มิลลิเมตร |
|
|
| |